>พัฒนาการของพระคลังสินค้า

>

ก่อนสมัยอยุธยายังไม่มีหน่วยงานนี้เก็บภาษี อีกทั้งยังไม่มีการตั้งสินค้าต้องห้ามตราบจนสมัยอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงได้ตั้งพระคลังสินค้าขึ้นโดยให้สังกัดกรมพระคลัง หนึ่งในจตุสดมภ์ มีหน้าที่รับซื้อและเก็บสินค้าต้องห้าม เช่น อาวุธ กฤษณา ฝาง ดีบุก นฤมาต งาช้าง ไม้จันทน์ ละไม้หอม โดยกำหนดให้ประชาชนขายให้กับพระคลังสินค้าเท่านั้น และทำหน้าที่นำสินค้าเหล่านี้ไปขายกับต่างประเทศโดยทางสำเภา หรือขายให้กับชาวต่างชาติทีเข้ามาซื้อ นับเป็นหน่วยงานที่สร้างรายได้ให้กับราชสำนักอย่างมาก

จนมาในสมัยรัตนโกสินทร์ การค้ากับต่างประเทศเฟื่องฟูขึ้นแต่ทว่าต่างชาตินั้นไม่พอใจในระบบพระคลังสินค้าของไทยอย่างมาก ซึ่งทำให้สินค้าราคาแพง ในพ.ศ. 2369 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ไทยก็ได้ทำสัญญาเบอร์นี ทำให้ไทยต้องยกเลิกพระคลังสินค้า รัชกาลที่ 3จึงทรงแก้ปัญหาโดยการตั้งระบบเจ้าภาษีนายอากร โดยให้เอกชนเข้ามาประมูลภาษีสินค้าแต่ละชนิดรับหน้าที่เก็บภาษีแทนรัฐ โดยเอกชนจะจ่ายเงินภาษีที่ประมูลแก่รัฐเป็นรายปี และให้ประชาชนไปขายสินค้าแก่เจ้าภาษีนายอากรแทน ตราบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) อังกฤษได้ส่งเซอร์ จอห์น เบาริงมาไทยในพ.ศ. 2398 เพื่อเรียกร้องให้เลิกระบบเจ้าภาษีนายอากร รัชกาลที่4จึงทรงยินยอมทำสัญญาเบาริงกับอังกฤษ มีผลให้การค้ากับต่างประเทศรุ่งเรืองขึ้น ส่วนระบบเจ้าภาษีนายอากรก็ลดบทบาทลงไป

จนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบบเจ้าภาษีนายอากรนั้นไม่มีประสิทธิภาพ มีการทุจริตภาษี การเก็บภาษีก็กระจัดกระจายไปตามกรมต่างๆ อีกทั้งการทำบัญชีก็ไม่เรียบร้อย จึงนำไปสู่การปฏิรูปภาษีอากร โดยทรงจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้น เพื่อรวบรวมการเก็บภาษีทั้งหมดไว้ที่หน่วยงานนี้ โดยตราพรบ.สำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ พ.ศ. 2416โดยสังกัดกระทรงพระคลังมหาสมบัติ

นอกจากนี้ ก็ทรงออกพรบ.เจ้าภาษีอากร พ.ศ.2416 และพรบ.ภาษีอากร พ.ศ. 2435 โดยวางกฎเกณฑ์การเก็บภาษี การประมูลภาษี การส่งเงินประมูล และการลงโทษผู้เป็นหนี้หลวง(ผู้ที่ไม่จ่ายภาษี) และยังมีการวางระเบียบเพิ่มเติม เพื่อให้การเก็บภาษีอากรรัดกุมยิ่งขึ้น เช่น พรบ.เพิ่มเติมภาษีภาษีอากร ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2449) แก้ไขการประมูลภาษีในกรุงเทพ ต่อมาก็ทรงพยายามยกเลิกระบบเจ้าภาษีนายอากรโดยใช้กฏเกณฑ์เร่งรัดเงินภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงไม่มีใครกล้าประมูล ส่วนเจ้าภาษีที่ส่งเงินไม่ครบและทำความผิดก็จะถูกปลด โดยรัฐจะเก็บภาษีชนิดนั้นๆเอง จนจำนวนเจ้าภาษีนายอากรก็ลดลงจนหมดไป และเมื่อทรงตั้งมณฑลเทศาภิบาลแล้ว ก็ได้ทดลองให้มณฑลเทศาภิบาลทำหน้าที่เก็บภาษีแทน โดยทดลองที่มณฑลปราจีนบุรีก่อน เมื่อได้ผลดีจึงได้ใช้ระบบนี้ที่มณฑลอื่นๆ

ส่วนการทำบัญชี ก็ได้ทรงตั้งกรมบัญชีกลางขึ้น ในพ.ศ. 2458 เพื่อรวบรวมบัญชีเงินรายได้และรายจ่ายทั้งหมด

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)จึงได้ยกเลิกการเก็บภาษีโดยมณฑลเทศาภิบาลและได้ให้ส่วนกลางเก็บแทนในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ต่อมาทรงรวมกรมสรรพากรในและนอก ซึ่งสังกัดกระทรวงนครบาลและมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่5 เป็นกรมสรรพากร และให้สังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการเก็บภาษีขาเข้าขาออก หรือภาษีศุลกากร ก็ได้ตั้งกรมศุลกากรขึ้น เพื่อทำหน้าที่เก็บภาษีนี้ในพ.ศ. 2469

จนในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติก็เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงพระคลัง และได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงการคลังในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน และใช้ชื่อนี้มาจนปัจจุบัน

Advertisements

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 1962 กับหนัง Thirteen Days

เพิ่งได้ดูหนังThirteen Days ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อช่วง ค.ศ. 2000 เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับวิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสมัยสงครามเย็นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1962 โดยตรงกับช่วงของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ของสหรัฐฯ ,นิกิต้า ครุสชอฟ(บางที่เรียกครุสเชฟ)แห่งโซเวียต และฟิเดล คัสโตรของคิวบา นับเป็นวิกฤติที่เกือบนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ โดยมีชื่อเรียกต่างกันไป คิวบาเรียกวิกฤติเดือนตุลาคม รัสเซียเรียกวิกฤติแคริบเบียน

เคนเนดี้ขณะแถลงเรื่องคิวบาผ่านทีวี

นิกิต้า ครุสชอฟ ฟิเดล คาสโตร


วิกฤตินี้เริ่มขึ้นเมื่อเครื่องบินU-2ของสหรัฐฯบินเหนือน่านฟ้าคิวบาแล้วพบว่ามีการลำเลียงขีปนาวุธจากโซเวียตมาติดตั้งยังคิวบาในวันที่14ตุลาคม ซึ่งต้องกล่าวก่อนว่า หลัง1959คิวบาได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์โดยคัสโตรนี่เอง หลังจากนั้นคิวบาก็เริ่มมีนโยบายต่างประเทศห่างจากสหรัฐแล้วไปหาโซเวียตมากขึ้น จึงไม่เป็นที่แปลกใจ ว่าทำไมโซเวียตจึงส่งอาวุธให้คิวบา ซึ่งคิวบาอยู่ทางใต้ของสหรัฐ และสหรัฐฯจึงถือว่าเป็นการคุกคาม และได้ประกาศกร้าวให้โซเวียตถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาโดยขู่ว่าจะนำกำลังเข้าถอนเองถ้าโซเวียตไม่ถอนออกไป(ส่วนขั้นตอนการตัดสินใช้มาตรการต่างๆมีในหนังอย่างละเอียดลองดูได้เลยครับ) รวมถึงได้เริ่มการปิดล้อมคิวบาตรวจเรือที่จะเข้าคิวบาทุกลำ


เครื่องบิน U-2

ภาพที่ถ่ายจาก U-2 ในวันที่14ต.ค.


โดยวิกฤติทวีความตึงเครียดมากขึ้นในวันที่22-28ต.ค.เมื่อโซเวียตเสนอว่าจะยอมถอนโดยดี แต่สหรัฐต้องถอนขีปนาวุธที่ตุรกีด้วย ซึ่งทางสหรัฐฯไม่ยินยอมในทีแรก แต่ก็ได้ถอนออกอย่างเงียบๆในเวลาต่อมา และทางเคนเนดี้ก็ได้ย้ำข้อเรียกร้องเดิมอีกครั้ง โดยขู่ว่าให้ตอบภายใน24-48ช.ม.พร้อมทั้งย้ำข้อเสนอนี้ผ่านทางทูตโซเวียตในสหรัฐฯ และในที่สุดโซเวียตก็ได้ยินยอมตกลงถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาโดยมีข้อแม้ว่าสหรัฐจะไม่บุกคิวบา แม้คัสโตรจะไม่พอใจก็ตาม และมีการตรวจสอบโดยเลขาธิการUNขณธนั้น คือ นายอู ถั่น ซึ่งคัสโตรปฏิเสธการตรวจสอบ สหรัฐจึงได้นำเครื่องบินU-2ขึ้นตรวจสอบเอง จนเดือนม.ค.1963อูถั่น ก็ได้ออกมายืนยันว่าการรื้อถอนขีปนาวุธเสร็จสิ้น

อูถั่น เลขาธิการUNขณะนั้น



นี่คือหนัง part แรกครับ

ม่านประเพณี…ความแตกต่างทางชนชั้น กับเรื่องทางประวัติศาสตร์

จากเรื่องของเหลียงซานป๋อ – จู้อิงไถ ที่ออกอากาศทางช่อง3ตอนตี2ครึ่ง เป็นเรื่องราวของความรักระหว่างชายหญิงที่เกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์จิ้นของจีน เดิมทีก็มีการถ่ายเป็นภาพยนตร์โดยชอว์บราเดอร์ เมื่อค.ศ.1963 นำแสดงโดยหลินปอ แสดงเป็นเหลียงซานป๋อ และเล่อตี้ แสดงเป็นจู้อิงไถ นับเป็นหนังที่ทำได้ดีมากในมุมมองส่วนตัว เมื่อเอามาทำใหม่ในแบบละคร การเดินเรื่องค่อนข้างยาวกว่าภาพยนตร์มากทีเดียว ส่วนฉากจบ(ซึ่งแอบไปดูในyoutube ขออนุญาตไม่เอามาลง เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการรับชมครับ) อลังการมากทีเดียว พอๆกับหนังในค.ศ.1963

ม่านประเพณีเวอร์ชั่นค.ศ.2007


ม่านประเพณีเวอร์ชั่น ค.ศ.1965

ในเรื่องเวอร์ชั่น2007ที่ออนแอร์ทางช่อง3นั้น ระบุว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ระหว่างชนชั้นสูงและชาวบ้าน เชื่อแล้วจริงๆว่าเป็นเช่นนั้น เพราะในเรื่อง ซูอัน พ่อครัวในสำนักเรียน ก็ได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มโจรภูเขา เพราะความเก็บกดจากการที่ถูกชนชั้นสูงรังแก และคนรักคือ “ซินเหลียน” ถูกรุมข่มขืนจนตาย โดยกลุ่มคนรับใช้ของพ่อของ “หม่าเหวินไฉ” และขณะเดียวกันเมืองเม่าที่เหลียงซานป๋อเป็นนายอำเภอก็เกิดน้ำท่วมจนประชาชนอดอยากและเกิดความวุ่นวายไปทั่ว ซึ่งช่วงปลายจิ้นตะวันออกก็เกิดความวุ่นวายทั่วแผ่นดินจีน จึงไม่เป็นที่แปลกใจเท่าไรนัก

สมัยของราชวงศ์จิ้น เราอาจไม่รู้จักนัก แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อของ“สุมาเอี๋ยน”ละก็ น่าจะรู้จักบ้างเขาคือผู้ก่อตั้งราชวงศ์จิ้น โดยทำการยึดอำนาจจากพระเจ้าโจฮวนลูกหลานของโจโฉ ในสมัยสามก๊ก เป็นลูกหลานของ”สุมาอี้”กุนซือสำคัญของ”โจโฉ”และ”โจผี”นั่นเอง



สุมาเอี๋ยนปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จิ้น

เรื่องของตระกูลหยางสมัยราชวงศ์ซ่งและชอนชูสมัยโครยอ : การเผชิญหน้ากับเหลียว(ชิตัน)

จากซีรีย์ “ยอดขุนพลตระกูลหยาง” ที่ออกอากาศทางช่อง3ตอนนี้ ตอนตี2ครึ่ง จันทร์ถึงศุกร์ จริงๆ2เรื่องนี้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยทั้งสองประเทศเผชิญศัตรูสำคัญเหมือนกันคือ “ชี่ตัน” หรือจีนเรียกว่า “ต้าเหลียว” โดยหยางเย่มีชีวิตในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับพระนางชอนชู (โดยหยางเย่เสียชีวิตปีค.ศ.986 และพระนางชอนชูสิ้นพระชนม์ค.ศ.1029)

การเผชิญหน้ากับเหลียวของโครยอนั้น เหลียวมีความเห็นว่าโครยอเป็นดินแดนคั่นกลางกับจีน อีกทั้งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถ้าจะพิชิตจีนได้ ต้องพิชิตโครยอให้ได้ เพื่อมิให้เกิดศึกกระหนาบ โดยเรื่องทำนองนี้จะมาเกิดขึ้นอีกสมัยโชซอนในรัชกาลควางแฮกุน (ดูรายละเอียดในบล็อกหัวข้อยอนซันกุน VS ควางแฮกุน จุดเหมือน จุดต่าง นโยบายในสมัยทั้งสอง เป็นทรราชย์หรือไม่ อย่างไร )ซึ่งมีปัญหากับแมนจูนั่นเอง ส่วนการที่เหลียวเข้าโจมตีจีนนั้น เป็นความต้องการโดยตรง โดยช่วงที่เหลียวเข้ามานั้นอยู่ในช่วงตลอดราชวงศ์ซ่ง ตราบจนช่วงปลายเหลียวก็ได้แพ้มองโกล และมองกลก็ได้ยึดครองจีนทั้งหมด ตลอดจนโครยอในตอนกลาง ซึ่งช่วงเวลาที่ตรงกับพระนางชอนชู คือรัชกาลซ่งไท่จู่จนถึงรัชกาลซ่งเหรินจงนั่นเอง

หยางเย่นั้นมีลูกกับเสอไซ่ฮัว(เสอไท้จวิน)9คนและตามตำนานที่เล่ากันมานั้น เหลือเพียงหยางลิ่วหลาง ลูกคนที่6เท่านั้นที่มีชีวิตรอดจากการรบและได้มีลูกชื่อหยางจงเป่า แต่งงานกับมู่กุ้ยอิง มีลูกคือหยางเหวินกว่าง เรื่องจึงค่อนข้างโยงกับขุนศึกตระกูลหยาง และมู่กุ้ยอิง ยอดหญิงตระกูลหยาง ที่เคยออกอากาศมาเมื่อหลายปีก่อน

อีก1ข้อสงสัยของผมก็คือ อ๋อง8นั้น เป็นคนเดียวกับในเรื่องเปาบุ้นจิ้นหรือไม่ เท่าที่หาข้อมูลแล้ว ไม่น่าจะเป็นคนเดียวกัน เพราะเปาบุ้นจิ้นเพิ่งเริ่มรับราชการในสมัยซ่งไท่จง(ซึ่งเป็นฮ่องเต้ในเรื่องนี้) และมารับตำแหน่งระดับสูงขึ้นหน่อยในสมัยซ่งเหรินจง ซึ่งเป็นพระนัดดาของซ่งไท่จงนั่นเอง น่าจะตรงกับช่วงของขุนศึกหญิงตระกูลหยาง(บรรดาสะใภ้ทั้ง7และลูกสาวอีก2คนของหยางเย่ ซึ่งนำโดยเสอไซ่ฮัว)

สภาพการเพาะปลูกสมัยสุโขทัย…ดีจริงหรือ???

“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”…คำกล่าวในศิลาจารึกหลักที่1สมัยสุโขทัย คำกล่าวที่ทำให้เราเชื่อกันว่าการเพาะปลูกสมัยสุโขทัยนั้นดีมาก แต่ที่จริงที่เขายกมาพูดกันนั้น ยังขาดไปท่อนหนึ่งครับ “เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” จึงถือสรุปได้ว่า เฉพาะสมัยพ่อขุนรามฯเท่านั้นที่การเพาะปลูกดี อุดมสมบูรณ์

จากที่อ.ไพฑูรย์ สายสว่าง ได้วิจัยโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมประกอบ จึงบอกได้ว่า การเพาะปลูกสมัยสุโขทัยไม่ดีนัก เนื่องจามีพื้นที่เพาะปลูกจำกัด ซึ่งเกิดจากการควบคุมน้ำที่ไม่ดีนัก เพราแม้อาณาจักรสุโขทัยจะมีแม่น้ำยมและน่านไหลผ่าน ซึ่งก็น่าจะใช้เพาะปลูกได้ดี แต่ในสมัยนั้นน้ำมีเยอะและไหลเชี่ยวเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลแรงและท่วมเป็นบริเวณกว้าง ดังนั้นพื้นที่นครสววรค์และตลอดจนดินแดนตอนใต้ของอาณาจักรสุโขทัยจึงเป็นหนองบึงเสียส่วนใหญ่และท่วมเป็นบริเวณกว้างอีกทั้งเป็นที่ลุ่ม นอกเสียจากบริเวณที่ลาดเชิงเขาลงมาเท่านั้นที่น้ำไม่ท่วม

ดังนั้นพื้นที่ที่พอใช้เพาะปลูกได้ก็คือพื้นที่รอบเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะสองข้างของลำน้ำเล็กๆที่จะไหลลงสู่แม่น้ำยม ดดยบริเวณที่ใช้ได้ก็คือ พรานกระต่าย 50 ตร.กม. คีรีมาส 10-15 ตร.กม. ทุ่งเสลี่ยม 70-90 ตร.กม. และอื่นๆรวมทั้งหมดไม่เกิน1,000 ตร.กม. ซึ่งจะเลี้ยงประชากรได้ไม่เกิน3แสนคน

http://maps.google.co.th/maps?f=q&source=s_q&hl=th&geocode=&q=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&sll=13.0376,101.491373&sspn=22.552493,28.256836&ie=UTF8&hq=&hnear=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%E0%B8%AD.%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%E0%B8%88.%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3&ll=16.665137,99.635353&spn=0.174318,0.220757&z=12&output=embed
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

แผนที่พรานกระต่าย

http://maps.google.co.th/maps?f=q&source=s_q&hl=th&q=%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%AD.%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%88.%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2+64160&sll=15.496032,100.480957&sspn=5.609022,7.064209&ie=UTF8&cd=1&geocode=FTXbAAEdQ9ryBQ&split=0&hq=&hnear=%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8&ll=16.833333,99.801667&spn=0.087082,0.110378&z=13&output=embed
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

แผนที่คีรีมาส

http://maps.google.co.th/maps?f=q&source=s_q&hl=th&geocode=&q=%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1+%E0%B8%AD.%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1+%E0%B8%88.%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&sll=13.0376,101.491373&sspn=22.552493,28.256836&ie=UTF8&hq=&hnear=%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1+%E0%B8%AD.%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1+%E0%B8%88.%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&z=11&ll=17.334228,99.582938&output=embed
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

แผนที่ทุ่งเสลี่ยม

เมื่อเป็นเช่นนี้ กษัตริย์สุโขทัยจึงได้พยายามส่งเสริมการเพาะปลูกเช่น ให้สิทธิ์ในที่ดินที่เข้าไปถางป่าเพื่อเพาะปลูก ดังในศิลาจารึกหลักที่1ระบุไว้ว่า

“…สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง

ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้

ป่าลางก็หลายในเมืองนี้

หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้

ใครสร้างได้ไว้แก่มัน…”

หรือในจารึกนครชุมก็ได้ระบุว่าที่ดินที่ถางป่าไว้เพาะปลูก สามารถเป็นมรดกให้ลูกหลานได้

อีก1นโยบายก็คือการสร้าง“สรีดภงส์”หรือเขื่อนอยู่ทางใต้ของเมืองสุโขทัยนี้เอง

เรื่องของจีนยุคแรกเริ่มกับหนังเรื่อง“ศึกเทพสวรรค์บัลลังก์มังกร” : โจ้วอ๋อง…ทรราชย์ยุคแรกของจีน

เรื่องนี้ในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์ซางย่างเข้าราชวงศ์โจว โดยจุดเริ่มอยู่ที่การที่โจ้วอ๋อง(หรือติวอ๊วงในจีนแต้จิ๋ว)กล่าววาจาจาบจ้วงเจ้าแม่หนี่ว์วา(หรือหนึ่งออในแต้จิ๋ว)ผู้สร้างมนุษย์ และได้ช่วยเหลือโลกโดยอุดท้องฟ้าด้วยหิน5สีเมื่อครั้งเสาค้ำโลกล้มลง ในขณะที่ทำการสักการะประจำปีซึ่งได้เกิดเหตุลมพัดชุดทรงของเทวรูปจนเปิด เห็นรูปร่างภายใน(เทวรูปสมัยนั้นสร้างแบบมีสัดส่วนเหมือนจริง)ว่า หากได้มาเป็นมเหสีก็คงดี เจ้าแม่จึงพิโรธ และได้สั่งให้เจียงจื่อหยาและเซินกงเป้ามาสั่งสอนโจ้วอ๋อง(โจ้วอ๋องเป็นฮ่องเต้ที่โหดร้ายชอบสงคราม) โดยเซินกงเป้าได้ใช้ปีศาจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนเจียงจื่อหยาใช้คุณธรรมช่วย แต่เมื่อไม่อาจบรรลุเป้าหมาย เพราะเซินกงเป้าใช้ปีศาจจิ้งจอกเข้าสิงต๋าจี เพื่อยั่วยวนโจ้วอ๋องจนบ้านเมืองระส่ำระสาย ขุนนางตงฉินถูกกังฉินให้ร้ายจนต้องตาย จึงได้หนีไปแคว้นซีฉี เพื่อร่วมมือกับโจวเหวินหวังแข็งเมืองกับโจ้วอ๋อง และต่อมาเมื่อสิ้นโจวเหวินหวังแล้ว โจวอู่หวังได้ครองราชย์ต่อมา จึงได้เปลี่ยนเป้าหมายเพื่อโค่นล้มโจ้วอ๋อง และสำเร็จในเวลาต่อมา

นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆของหนังเรื่องนี้ครับ ทีนี้จะขอเล่าเรื่องในส่วนที่แตกต่างและเพิ่มเติมบ้าง

เจ้าแม่หนี่ว์วา เป็นมเหสีของจักรพรรดิฝูซี จักรพรรดิยุคดึกดำบรรพ์ของจีน เป็นผู้สร้างมนุษย์ตามความเชื่อของจีน มีตำนานว่าได้สั่งให้ปีศาจจิ้งจอก ปีศาจพิณ ปีศาจไก่ มาทำให้บ้านเมืองล่มสลาย โดยไม่ให้ผู้คนเดือดร้อน แต่ทั้ง3ทำผิดเงื่อนไข จึงได้ถูกลงโทษ

โจ้วอ๋อง เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง เจ้าของนโยบาย “เสาทองแดง บ่ออสรพิษ”รวมถึงสร้างสิ่งก่อสร้างที่เกณฑ์ประชาชนมามาสร้างจนล้มตายหลายคน(ภายใต้การส่งเสริมจากต๋าจีฮองเฮาผู้ล่มเมือง)

ต๋าจี เดิมทีเป็นลูกสาวเจ้าเมืองภายใต้อาณัติของโจ้วอ๋อง ถูกส่งตัวมาเพื่อเป็นสนม ต่อมาถูกปีศาจจิ้งจอก9หางสิง และได้นำความล่มจมของราชวงศ์ซางในต่อมา

โจวเหวินหวัง เป็นเจ้าเมืองซีฉี เดิมชื่อจีชาง เชี่ยงชาญการทำนายด้วยกระดองเต่า(ต่อมาคือคัมภีร์อี้จิง)มีตำนานว่าถูกต๋าจีบังคับให้กินลูกชิ้นที่ทำจากเนื้อของลูกตัวเอง ซึ่งถูกประหารก่อนหน้า และเมื่อกลับถึงเมืองซีฉีก็ได้สำรอกออกมาเป็นกระต่าย ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ กับเทพธิดาฉางเอ๋อ


เจียงจื่อหยา(จีนแต้จิ๋วเรียกเกียงจูแหย) เป็นกุนซือคนสำคัญของโจวเหวินหวังและโจวอู่หวัง ก่อนหน้าเคยเป็นขุนนางราชวงศ์ซาง แต่ถูกต๋าจีกำจัด แต่หนีรอดมาได้ จึงมาอยู่ป่า และได้ตกปลาโดยใช้เบ็ดตรงรอโจวเหวินหวังเป็นที่มาของรูปปั้นเกียงไท้กงตกปลา หรือที่หลายๆคนมักจะเห็นรูปปั้นตาแป๊ะตกปลานั่นเอง

โจวอู่หวัง เป็นผู้ปราบโจ้วอ๋องลงสถาปนาราชวงศ์โจวปกครองจีน

เรื่องราวนี้ค่อนข้างมีอภินิหารแฝงอยู่มาก ลองอ่านเพิ่มเติมในหนังสือไคเภ็ก และห้องสินได้ครับ

ซิหยิ่นกุ่ย แม่ทัพคู่บุญถังไท่จง เรื่องเพิ่มเติมจาก “ซิยิ่นกุ้ย จอมทัพคู่บัลลังก์”

เซวีย เหริน กุ้ย หรือที่คนไทยรู้กันในนามว่า “ซิยิ่นกุ้ย” แต่จริงๆถ้าจะออกเสียงให้ถูกต้องในภาษาจีนแต้จิ๋วแล้ว ต้องออกเสียงว่า “ซิ หยิ่น กุ่ย“ เป็นแม่ทัพใหญ่ในช่วงปลายสมัยของถังไท่จง ขึ้นชื่อในฝีมือการรบ เคยรบกับอาณาจักรโคกูรยอทางเกาหลีด้วย (ในค.ศ.640ช่วงปลายสมัยโคกูรยอแล้ว ด้วยความร่วมมือกันกับอาณาจักรชิลลาสมัยพระนางซอนต๊อก ซึ่งความจริงก่อนหน้านี้จีนไม่เคยชนะโคกูรยอมาก่อน แต่ทว่าหลังโคกูรยอเสียนายพล ยอนแกโชมุนไป โคกูรยอก็อ่อนแอลงอย่างชัดเจน จนเสียเอกราชแก่ชิลลาในค.ศ.642) และได้รบกับทิเบต ในค.ศ.670 และเสียชีวิตในค.ศ.683



มีตำนานกล่าวขานว่าถังไท่จงทรงสุบิน(ฝัน)ร้ายว่ามีปีศาจทำร้าย และขุนพลชุดขาวก็มาช่วย โดยฉีม่อกงก็ได้ทำนายว่าบุคคลนี้จะเป็นแม่ทัพที่มาช่วยพระองค์ ถังไท่จงจึงได้สั่งให้ประกาศรับสมัครทหาร และซิยิ่นกุ้ยก็ได้เข้ารับราชการและสร้างผลงานจนได้เป็นแม่ทัพใหญ่ และกินถึงวันละ7ถัง!!! แต่ตายด้วยฝีมือลูกชาย “ซิ เต็ง ซาน” ที่ฝันร้ายว่าถูกเสือกระโจนใส่ ซึ่งมีเรื่องที่กล่าวกันว่า ซิยิ่นกุ้ยเป็นเทพเสือขาวจุติมา(จุติแปลว่าตายนะครับ ไม่ได้แปลว่าเกิดอย่างที่เข้าใจกัน)ส่วนซิเต็งซานเป็นเทพมังกรเขียว ซึ่งตรงข้ามกัน (ตามหลักฮวงจุ้ย มี4ทิศคือ เหนือ – เต่าดำ,ใต้ – หงส์แดง ตะวันออก – เสือขาว และตะวันตก – มังกรเขียว) ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง หลังสมัยราชวงศ์ถังแล้ว


เรื่องราวของซิยิ่นกุ้ยถูกนำมาทำเป็นหนัง รวมถึงงิ้ว และ“กวยแฉะ”เพลงงิ้วของจีน ซึ่งเรื่องราวจะยาวไปจนถึงรุ่นหลานของซิยิ่นกุ้ย คือ “ซิ กัง” และ1ในนั้นก็คือ “ซิยิ่นกุ้ย จอมทัพคู่บัลลังก์” แต่ทว่าเรื่องราวกลับจบลงที่รุ่นซิยิ่นกุ้ยเอง ไม่ได้ยาวจนรุ่นหลาน ซึ่งถ้าต่อจากนั้นมีตำนานว่าซิเต็งซานถูกประหารทั้งตระกูล ในสมัยถังเกาจง(หลี่จื้อ)โดยถูกกังฉินให้ร้าย พอต่อมาได้ขุดสุสานที่ฝังศพของตระกูลซิ ก็ได้พบว่าส่วนหัวกับส่วนลำตัวได้ต่อเข้ากัน เฉิงเหย่าจิน(ที่ในหนังเรียกกันว่าพระพันปีเฉิง)ก็ได้หัวเราะว่าซิเต็งซานนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ จนตายด้วยวัย120 ปี

เพิ่มติมอีกเล็กน้อยด้วยเรื่องของ “เว่ย เจิง” ขุนนางตงฉินของถังไท่จง ซึ่งในหนังเป็นผู้ทัดทานเรื่องบำเหน็จของแม่ทัพที่ไปรบในป๋อเหลียว(รวมถึงซิยิ่นกุ้ยด้วย)บุคคลนี้ได้ชื่อว่าเป็นกระจกวิเศษของถังไท่จง ทัดทานเรื่องต่างๆที่เห็นว่าไม่สมควร ไม่ดีต่อบ้านเมืองของถังไท่จง เมื่อถึงแก่อสัญกรรม ถังไท่จงทรงเสียพระทัยอย่างมาก พระองค์ทรงตรัสว่า:
การใช้คันฉ่องทองเหลืองสามารถส่องดูการแต่งตัวได้ เฉกเช่นเดียวกับการนำประวัติศาสตร์มาเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและการล่มสลาย ดังนั้น การนำคนมาเป็นกระจกเงาสามารถทำให้ล่วงรู้ความถูกและความผิดได้เช่นกัน บัดนี้เว่ยเจิงได้เสียชีวิตไปแล้ว ข้าก็ถือว่ามีกระจกเงาน้อยลงไปอีกหนึ่งบาน

อีกหนึ่งคน อี้ ฉือ กง เป็นแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ถัง จัดได้ว่าเป็นแม่ทัพที่ร่วมรบกับถังไท่จงมาตลอด ซึ่งก็มีตำนานว่าเขามี แส้โบยอ๋อง ที่สามารถโบยฮ่องเต้ประพฤติผิดได้ และได้มีคำทำนายว่าม้าตาย แส้หัก คนตาย ซึ่งอี้ฉือกงมีม้าส่วนตัวชื่อม้าเมฆดำ และเมื่อซิยิ่นกุ้ยถูกให้ร้าย เขาได้เข้าเฝ้าถังเกาจง เพื่อขออภัยโทษ แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น อี้ฉือกงจึงได้ใช้แส้นี้ไล่ตีถังเกาจงจนแส้หัก และเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวจึงฆ่าตัวตายโดยเอาหัวโขกเสา

โดยสมัยของซิยิ่นกุ้ยตรงกับสมัยปลายสามก๊กเกาหลี และตรงกับไทยสมัยทวาราวดี และยุคกลางของยุโรป